รวมความภาคภูมิใจของสโมสรสิงโตน้ำเงินคราม “เชลซี” ในยุคที่ โรมัน อบราโมวิช เป็นเจ้าของทีม

โรมัน อาคาเดียวิช อับราโมวิช  หรือคนไทยรู้จักในชื่อ เสี่ยหมี เกิดวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2509 ที่เมืองซาราตอฟ ประเทศรัสเซีย เป็นมหาเศรษฐีน้ำมันชาวรัสเซีย-อิสราเอลและเป็นเจ้าของหลักของบริษัทลงทุนเอกชน บริษัทมิลล์เฮาส์ แคปปิทัล ทุกคนต่างยอมรับว่าเขาเป็นบุคคลที่ร่ำรวยมากหลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย จากความรวยของเขาส่งผลให้เขาเป็นเจ้าของสโมสรเซลซีตั้งแต่ปี 2003 ถึงปัจจุบัน

แต่ทว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างยูเครน กับ รัสเซีย ได้ส่งผลให้ โรมัน อาคาเดียวิช อับราโมวิช จำเป็นที่จะต้องประกาศขายทีมที่เขารักมาก และจากการออกมาประกาศในครั้งนี้ทำให้แฟนบอลสิงโตน้ำเงินครามถึงกับน้ำตาร่วง

ที่ผ่านมา จากการบริหารทีมของ อบราโมวิช นั้น เชลซี เขาก็ได้ทำผลงานไว้ดีมากและปลุกปั่นเชลซีจนกลายเป็นหนึ่งในทีมใหญ่ของวงการฟุตบอลอังกฤษได้ เราจะมาย้อนดูการเปลี่ยนแปลงของ “สิงโตน้ำเงินคราม” ในยุคของ อบราโมวิช กัน

– ในยุคนั้นได้มีการเปลี่ยนผู้จัดการทีมเยอะมาก

อบราโมวิช มีความต้องการครองถ้วยแชมป์เป็นอย่างมาก ถึงขั้นที่ว่าหากกุนซือที่คุมทีมคนใดทำผลงานได้ไม่ดีก็จะโดนปลดออกทันที่โดยไม่มีข้อแม้ จากความใจร้อนของเขาก็มีคนออกมาตำหนิว่าเขาไม่มีความอดทนเอา   ตลอดช่วงราว 19 ปี ในช่วงเวลาที่”เสี่ยหมี”เข้ามาบริหาร เจ้าตัวได้มีการเปลี่ยนเฮดโคชไปทั้งหมด 15 ครั้ง รวมทั้งเฮดโคชแบบถาวรและชั่วคราว แต่ถ้านับเป็นจำนวนอยู่ที่ 13 คนเท่านั้น เพราะมี โชเซ่ มูรินโญ่ กับ กุส ฮิดดิ้งค์ ที่ได้เข้ามากุมบังเหียนทีม 2 ครั้ง ทั้งนี้ หากไม่นับ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ที่อยู่กับทีมมาตั้งแต่ก่อนยุค อบราโมวิช แต่เพิ่งมาโดนเด้งในสมัยของ “เสี่ยหมี” รวมถึง สตีฟ ฮอลแลนด์ ที่เคยคุมทีมแค่นัดเดียวแล้วล่ะก็ กุนซือ เชลซี ที่มีเปอร์เซ็นต์พาทีมชนะมากที่สุดต่อการคุมทีม 1 สมัย ได้แก่ ฮิดดิ้งค์ ที่เคยนำทีมชนะ 73 เปอร์เซ็นต์ ตอนเข้ามาคุมทีมแบบชั่วคราวเมื่อปี 2009 รองลงมาคือ โชเซ่ มูรินโญ่ ในสมัยแรก กับ อัฟราม แกรนท์ ที่เปอร์เซ็นต์ชนะอยู่ที่ 67 เปอร์เซ็นต์เท่ากันเป๊ะ

– ความสำเร็จของทีมหลังจากที่เขาเข้ามาบริหาร

ที่ผ่านมาในช่วง 116 ปี เชลซี ครองแชมป์ไปแล้ว 36 รายการ นับรวมในช่วงที่พวกเขาเล่นอยู่ในระดับดิวิชั่น 2 ของอังกฤษด้วย และครึ่งหนึ่งของจำนวนที่กล่าวมาได้เกิดขึ้นในยุคของ อบราโมวิช นับตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา เชลซี ได้แชมป์ถึง 21 รายการด้วยกัน แบ่งเป็น พรีเมียร์ลีก 5 สมัย, เอฟเอ คัพ 5 ครั้ง, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 หน, ลีก คัพ 3 สมัย, ยูโรปา ลีก 2 ครั้ง, คอมมิวนิตี้ ชิลด์ 2 หน, ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ 1 ครั้ง และศึกชิงแชมป์สโมสรโลก 1 สมัย

ยังไม่พอ ถึงจะตัดแชมป์ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ จำนวน 2 สมัยออกไป “สิงโตน้ำเงินคราม” ก็ยังถือเป็นทีมจากเกาะอังกฤษที่ได้แชมป์มาเชยชมมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา ซึ่งอันดับ 2 อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้แชมป์ไปเพียง 14 รายการเท่านั้นในช่วง 22 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน เชลซี ก็เป็นทีมที่ 5 ในทวีปยุโรปที่สามารถคว้าแชมป์รายการภายในประเทศมาครองได้ครบทุกรายการ หากนับเฉพาะรายการที่ทีมนั้นๆ ได้สิทธิ์ลงแข่งขันด้วย

– จำนวนเงินที่เขาได้ลงทุนในการพัฒนาทีม

อบราโมวิช เขาหานักแตะเสริมทัพเข้าเชลซีอยู่เสมอ เพราะเขามองว่าในการหานักแตะเข้าเสริมทีมเป็นการทำให้ทีมไปถึงตำแหน่งแชมป์ได้ และที่ผ่านมาเงินจำนวน 2.1 พันล้านปอนด์ที่เขาใช้ไปกับการซื้อนักเตะก็ถือว่าคุ้มค่าเมื่อพิจารณาถึงความสำเร็จที่ได้รับ

ในทางกลับกัน เชลซี ก็ทำการเจรจาเรื่องการขายนักเตะได้ดีเช่นกัน เพราะมูลค่าโดยรวมของแข้งที่ เชลซี ขายได้ในยุคของ อบราโมวิช อยู่ที่ 1.16 พันล้านปอนด์ โดยการได้เงินเยอะแบบนั้นมันช่วยให้ เชลซี ไม่ต้องขาดทุนเยอะเกินไปจนสามารถไปลงทุนในทุกด้านได้อย่างเต็มที่นั่นเอง

สำหรับนักเตะที่ทำให้ อบราโมวิช ต้องควักกระเป๋าเพื่อเป็นค่าตัวมากที่สุด ในแบบที่นับเฉพาะตัวเลขล้วนๆ ไม่ได้เทียบกับค่าเงินในแต่ละเวลานั้น ได้แก่ โรเมลู ลูกากู ที่ เชลซี จ่ายไป 98 ล้านปอนด์เพื่อดึงเขากลับมาอยู่กับทีมเมื่อช่วงซัมเมอร์ ปีก่อน รองลงมาคือ ไค ฮาแวร์ทซ์ ที่มีค่าตัว 89 ล้านปอนด์